ริมถนนเส้นทางเข้าเขื่อนอุบลรัตน์บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 9  ถ้ามาจากขอนแก่นจะอยู่ขวามือ  และถ้ามาจากเขื่อนอุบลรัตน์ศูนย์นี้จะอยู่ทางซ้ายมือ  หากเลี้ยวเข้าตามป้ายถึงศูนย์ค้ำคูณแล้ว  ท่านจะได้พบกับต้นไม้ยืนต้นนานาพันธุ์แซมด้วยต้นสมุนไพร  ถัดเข้ามาอีกนิดจะเห็นศาลาหลังคาสีแดง  ซึ่งที่นี่ชมรมแพทย์พื้นบ้านอำเภออุบลรัตน์  ได้มาขอใช้สถานที่จัดบริการ นวด อบสมุนไพร ในราคาย่อมเยาว์  โดยยินดีบริการให้กับมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต  จังหวัดขอนแก่น  นำไปใช้จ่ายในการทำให้คนมารวมตัวกัน  ร่วมคิด  ร่วมเรียนรู้  และร่วมทำกันอย่างต่อเนื่อง  พร้อมทั้งให้รางวัลคนค้ำคูณเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่ทำจริงจัง  จนเป็นตัวอย่างได้ในเครือข่าย
             ด้วยวิธีคิดดังกล่าว  ศูนย์ค้ำคูณจึงเกิดขึ้นโดยบุคลากรสาธารณสุขกลุ่มหนึ่งได้ช่วยกันออกเงินซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้  ด้วยที่แปลงนี้เป็นไร่มัน และ ไร่อ้อย ที่ทำมาแรมปีจนดินเสื่อมสภาพ  ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเรียกว่าเก็บเกี่ยวได้น้อยมาก  บุคลากรกลุ่มนี้ซื้อที่ดินแล้วตกลงกันว่าจะปลูกต้นไม้ยืนต้น  และจะบริจาคที่ดินส่วนหนึ่งด้านหน้าให้มูลนิธิฯ  เพื่อพัฒนาทำเป็นศูนย์ค้ำคูณ  ทำทฤษฏีของศาสตร์ตราจารย์นายแพทย์ประเวศ  วะสี ให้เป็นจริง

            การดำเนินการในช่วงแรกเป็นไปด้วยความยากลำบาก  เพราะขากทั้งเงินทุนและความรู้  เรื่องเงินทุนมีปัญหาลดลงทันทเมื่อคิดได้ว่าจะทำจากเล็กไปหาใหญ่ตามกำลัง  โดยไม่ต้องรีบร้อนค่อยเป็นค่อยไป  ส่วนความรู้กลายเป็นเรื่องใหญ่  เพราะที่ดินทั้งหมดกว่า 60 ไร่ กลายเป็นทุกข์ทันที  เมื่อคิดถึงการเกษตรแผนใหม่ที่ต้องใช้ระบบชลประทาน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า  มาต่อสู้กับสภาพดินเลว  น้ำแล้ง  ป่าหมด ในพื้นที่เช่นนี้  การทดลองรูปแบบต่างๆ จึงเกิดขึ้นนับตั้งแต่การปลูกมะละกอ ปรากฏว่ามะละกอตายทันที  ทีแรกเข้าใจว่าเป็นเพราะร้อน  คนงานจึงเอาใบมันสำปะหลังมาเป็นร่มให้มะละกอ  จากนั้นรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย  ปรากฏว่ามะละกอตายเพราะดินแข็งจัดรอบต้นมะละกอ  แต่มันสำปะหลังเจริญเติบโตอย่างสวยงาม  ในที่สุดความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นช่วยให้ปัญหาในการฟื้นฟูสภาพป่าของศูนย์ค้ำคูณหายไปอย่างรวดเร็ว  โดยนำหลักการต่างๆ ของภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้  โดยเริ่มจากพืชพี่เลี้ยง เช่น กล้วย  เพราะกล้วยมีใบมากมายไว้ช่วยบังแดดดและลมแก่ต้นไม้อื่นๆ  ลำต้นของกล้วยมีน้ำมากมายช่วยยืดอายุต้นไม้อื่นๆ ในหน้าแล้ง  แถมยังมีปลีกล้วยไว้กินเป็นอาหารและใช้สมุนไพรได้  มีใบกล้วย หยวกกล้วย ยังใช้งานได้  ไม้ที่คัดเลือกมาปลูกก็ใช้ไม้พื้นเมืองที่โตเร็วและทนโรค ทนแล้ง เช่น สะเดา ขี้เหล้ก ต้นเป็ด ต้นยาง มะม่วงป่า ประดู่ ต้นแดง ต้นกุง ขนุน แล้วใส่ขี้ทุกอย่างลงไป  รวมทั้งหาเพื่อนให้ต้นไม้  ชวนผู้ติดเชื้อโรคเอดส์มาปลูกสนุนไพรข้างต้นไม้ยืนต้น  พร้อมทั้งรดน้ำพรวนดินอย่างสม่ำเสมอ  ช่วงหลังช่วยกันเติมน้ำหมักชีวภาพสัปดาห์ละครั้ง  ปรากฏว่าปราชญ์ชาวบ้านมาเยี่ยมศูนย์ค้ำคูณทีไรก็อดชมไม่ได้  คนมาดูงานที่ศูนย์ค้ำคูณกลับไปล้วนมีกำลังใจเพราะขนาดฝีมือผู้ติดเชื้อโคเอดส์ยังทำให้ศูนย์สวยงามขนาดนี้  พวกเขาต้องกลับไปทำให้สุดฝีมือ  และผลตอบแทนจากงานคือความสุขต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  แล้วเงินจะไปไหนเสีย


จุดเริ่มต้นศูนย์ค้ำคูณ

          ศูนย์ค้ำคูณ  พัฒนาจากความคิดเรื่องประชาคมตำบลที่เสนอโดยศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ  วะสี  โดยท่านได้พูดและเขียนลงในหนังสือหลายเล่มว่า  ประเทศไทยจะหายจนอย่างรวดเร็ว  ถ้าคนทั้ง 7,000 กว่าตำบลทั่วประเทศรวมตัวกัน  ทั้งผู้นำชุมชน  นักพัฒนาภาครัฐ  นักพัฒนาองค์กรเอกชน  นักวิชาการ  นักธุรกิจ  และสื่อมวลชน  โดยรวมตัวกันในรูปพหุภาคี  มาร่วมคิด ร่วมเรียนรู้ สู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจนสามารถพัฒนาเกษตรที่พึ่งตนเองได้  จนมีเหลือกิน เหลือใช้ ได้แจก ช่วยให้มีเพื่อน  เมื่อมีพอจนเหลือกินเหลือใช้ ได้แจก ได้ขาย  จะช่วยให้มีเงิน จะทำให้มีกิน มีเพื่อน และมีเงินเป็นสภาพมั่งมีศรีสุข  ของที่เหลือก็จะนำมาแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมชุมชน จะได้กินนานยิ่งขึ้น  เหลือกิน เหลือใช้ เหลือแจก ก็ขายได้ในราคาที่ดีมาก  นอกจากนี้สินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปที่มีต้นทุนไม่มากก็สามารถนำมาบริหารจัดการเป็นธุรกิจชุมชนใน 2 รูปแบบ  รูปแบบแรกรวมกันส่งไปขาย  รูปแบบที่สองคือ หาสิ่งดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยว แล้วมากินมาใช้ในท้องถิ่น  เช่น ทำวังปลา  สร้างป่าชุมชน  สร้างพิพิธภัณฑ์ของชุมชน  จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอนุรักษ์ธรรมชาติ  ทำให้มีรายได้ในชุมชน  สามารถอดออมเป็นเงินลงทุนที่สามารถจัดการสวัสดิการต่างๆ มากมายแก่ชุมชน

ศูนย์เผยแพร่ความคิด และรูปธรรม

           ศูนย์ค้ำคูณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งต้นไม้ในศูนย์และชื่อเสียงที่สื่อต่างๆ  มีเมตตาช่วยกันเสนอออกไป ทั้งนี้เพราะภารกิจของศูนย์ค้ำคูณวางอยู่บนความสุขเป็นที่ตั้ง โดยเชื่อทฤษฎีของท่านพุทธทาสที่ว่า " งานคือความสุข ความสุขคืองาน ถ้าอยากมีความสุขก็จงทำงาน แล้วจงทำงาน แล้วเงินทองจะไปไหนเสีย " พร้อมด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์   และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม   อุดมสมบูรณ์ด้วยความรัก  ความเอื้ออาทรต่อกัน  คนในศูนย์ค้ำคูณจะไม่ทำร้ายสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กบ เขียด อึ่งอ่าง คางคก  รวมทั้งงู รักใคร่ปรองดองกัน   เหมือนที่ที่เป็นผู้ติดเชื้อมีอากาศบริสุทธิ์จากร่มเงาของต้นไม้ยืนต้น มีพืชผักที่ปลูกไว้กิน แพทย์พื้นบ้านมีสมุนไพรไว้อบและประคบผู้ป่วย โดยจัดแปลงแยกส่วนจากแปลงของผู้ติดเชื้อ ได้นวดบำบัดผู้ที่มีอาการเคล็ด ขัดยอก ปวดเมื่อยตามตัว   รวมทั้งผู้ที่เป็นอัมพาต จนมีอาการดีขึ้นมาหลายท่าน แม่บ้าน ผู้นำเกษตรกร   พากันนำผลพวงของเครือข่ายพระธรรมรักษ์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ชมรมแพทย์พื้นบ้าน อบต.ทุ่งโป่ง เครือข่ายเกษตรกร ชมรมอสม. เครือข่ายมิตรไหม ฝ้ายงาม ชมรมผู้ติดเชื้อ  และเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งการสร้างธุรกิจชุมชนที่เกื้อหนุนครอบครัวที่อบอุ่นและชุมชนที่เข้มแข็งอย่างมีความสุข
          ปัจจุบันศูนย์ค้ำคูณได้นำความรู้ที่มีร่วมกับความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านที่นำวิจัยและพัฒนามาตลอดชีวิต  พัฒนาเป็นหลักสูตรต่างๆ  ตั้งแต่หลักสูตรดูงาน 1 วัน  หลักสูตรวิทยากรกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองภาคประชาชน  หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้นๆ ว่า วปอ.ภาคประชาชน  ซึ่งเป็นหลักสูตร 5 วัน  พาคนคิดวิเคราะห์ถึงภาพสุดท้ายของความทุกข์  และวิธีดับทุกข์ให้หมดไป  รวมทั้งวางแผนปฏิบัติระดับปัจเจกและระดับกลุ่ม  ผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีผู้มาศึกษาดูงานปีละประมาณ 6,000 คน  มีฝึกอบรมหลักสูตรวปอ.ภาคประชาชนไปแล้ว 128 รุ่น  จำนวน 6,250 คน ทำให้ผลผลิตของเกษตรอำเภออุบลรัตน์ได้จำหน่ายแก่ผู้มาดูงาน  และผู้มารับฝึกอบรม  ช่วยให้มีรายได้จากการทำอาหารอย่างต่อเนื่อง


อนาคตของศูนย์ค้ำคูณ

           ศูนย์ค้ำคูณ  ได้วางแผนบทบาทของตนเองในอนาคตเป็นสถาบันฝึกอบรม และหน่วยงานจัดการความรู้และหน่วยงานเครือข่ายที่เป็นอิสระ เครือข่ายมหาวิชชาลัยภูมิปัญญาไทยอีสานคืนถิ่น  โดยเป็นทั้งที่ดูงานและประสานงานของเครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้าน  และพหุภาคีภาคอีสาน  เป็นที่ให้กำลังใจคนและสร้างความสุขแก่ผู้คน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สนใจกิจกรรมที่มีไปอย่างต่อเนื่อง คือ วารสารค้ำคูณ  การคัดเลือกคนมารับรางวัลคนค้ำคูณ  รวมทั้งการระดมทุนเพื่อให้คนมาร่วมคิด ร่วมเรียนรู้การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
          ท้ายที่สุด  ศูนย์ค้ำคูณจะเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เป็นตัวอย่างการสร้างความสุขจากการมีหลักประกันในชีวิต ความสุขจากการมีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรงจากสิ่งแวดล้อมที่ดี จากอิสรภาพ จากความภาคภูมิใจ และจากการอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม