[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 

 

วิญญาณออกจากร่าง

                วิญญาณของผมออกจากร่างเมื่อไรและออกมาทางไหน  ออกมาอย่างไร  ผมจำไม่ได้  แต่รู้สึกว่ามันเคลิ้มๆ และมีความสับสนอย่างไรบอกไม่ถูก  เสียงขบวนกลองยาว เสียงแคน ฉาบ ฉิ่ง มโหรีดังแว่วมาแต่ไกล เป็นจังหวะที่เร้าใจมาก ได้ยินชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง ตามจังหวัดเสียงกลองที่พัดมากับสายลมเป็นห้วงๆ วิญญาณของผมตอนนี้ตัวเล็กเหมือนเด็กอายุ 3 ขวบ ยืนดูร่างอันไร้สติที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงคนไข้ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มีสายห้อยระโยงรยางค์เต็มไปหมด ทั้งสายออกซิเจน สายน้ำเกลือ สายซัคชั่นสำหรับดูดของเหลวออกจากปาก และสายเครื่องช่วยการหายใจ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ทั้งหมอ พยาบาล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ และญาติๆของผมตลอดคนที่เคยรู้จักกันนับ 10 คน วิญญาณของผมยืนจับเหล็กขอบเตียงคนไข้แน่น มองดูหน้าคนโน้นที คนนี้ที และมองดูที่ร่างผม ที่นอนอยู่บนเตียง มีบาดแผลเล็ก ๆ ที่ท้องแขนข้างซ้ายคล้ายแมวข่วน เลือดออกพอซีม ๆ กับแผลถลอกนิดหน่อยที่เข่าขวา หมอทายาให้และใช้ผ้าก๊อสปิดทับไว้ ที่คอมีรอยฟกช้ำ บวมลามขึ้นไปถึงบริเวณหูและบริเวณหัวไหล่ มีอาการเขียวช้ำ บวมมากจนมองดูลักษณะไม่ใช่คอของคนนอนใส่ชุดคนไข้ของโรงพยาบาล ไม่สวมเสื้อ ที่หน้าอกและลำคอ ลำตัว ศีรษะใช้ผ้าเย็นและน้ำแข็งโพกไว้จำนวนมาก หายใจรวยรินตามจังหวะของเครื่องช่วยหายใจ

                วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงพี่ที่เป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามภรรยาของผม

                เหมือนเดิมพี่  ไม่ได้สติและยังไม่ฟื้นเลย หลับอยู่อย่างนี้ ไม่ได้สติรับรู้ใดๆเลย” ภรรยาผมตอบ พลางร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด

                หมอเขาว่าอย่างไรบ้าง” พี่อีกคนถาม

                ต้องรอดูอาการอีก 3-4 วัน จึงจะตอบได้ว่าจะมีโอกาสซักกี่เปอร์เซ็นต์” ภรรยาผมตอบ ญาติ ๆ และเพื่อนร่วมงาน กล่าวให้กำลังใจว่า “คงไม่เป็นไรมั้ง” แล้วกำมือของผมที่นอนบนเตียงพลางเรียกชื่อเล่นของผม

                ตุ้ย!   ตุ้ย!   พี่มาเยี่ยม  รู้สึกตัวมั้ย ถ้ารับรู้ กำมือพี่หน่อย ” พี่เขาเรียกชื่อเล่นผม รอประมาณ 5 นาที มือของผมก็กำโดยอัตโนมัติ พร้อมกับเท้าข้างขวาก็เหยียดตรง คล้ายๆจะเหยียบอะไรซักอย่าง เป็นแบบนี้เองทุกๆ 5-10 นาที โดยที่ผมไม่ได้รับรู้ หรือมีความรู้สึกรับรู้ต่อเสียงเรียกขานเลย (มาทราบภายหลังจากภรรยาผมว่า อาการคล้ายจะเหยียบคันเร่งรถหรือเหยียบเบรก)

                แล้วเงินสำหรับใช้จ่ายพอมั๊ย จะให้พี่ช่วยเหลืออะไรก็บอกนะ” พี่คนหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วย โดยที่ภรรยาผมยังไม่ปริปากยืมเพราะเข้าโรงพยาบาลเอกชน มันต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก

                ไม่เป็นไรหรอกพี่ หนูพอมี ถ้าเดือนร้อนจะรบกวนพี่” ภรรยาผมตอบไป

                วิญญาณของผมก็ยืนฟังเขาคุยกันอยู่อย่างนั้น เห็นและรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน แต่ไม่สามารถพูดคุยกับเขาได้ ได้เวลาพอควร พวกญาติๆและเพื่อนที่ร่วมงาน ก็ลาจากไปเห็นภรรยาร้องไห้และญาติพี่น้องเศร้าโศกเสียใจ มองดูคนไหนก็ตาแดงคลาคล่ำไปด้วยหยาดน้ำตาเต็มไปหมด เพราะไม่โดนเข้ากับใคร ก็คงไม่รู้รสชาติของความสูญเสียมันเป็นอย่างไร วิญญาณของผมยิ่งเสียใจมากกว่าเป็นหลายเท่า เสียใจที่พูดกับเขาไม่ได้ อยากสั่งเสียอะไรซักอย่างสองอย่างก็พูดไม่ได้ คนเขาไม่รับรู้ก็ได้แต่ยืนมองเขา ด้วยความเวทนาสงสารอยู่อย่างนั้น เสียงกลองยาวเหมือนขบวนเซิ้งอะไรซักอย่างดังแว่วมาอีก และเสียงชัดเจนยิ่งขึ้นเหมือนกับว่าเสียงนั้นอยู่ไม่ไกลเกิน 50 เมตร

                เสียงขบวนแห่นั้นน่าสนุกสนาน บัดนี้วิญญาณของผมเหมือนนิสัยเด็กๆ อายุ 3 ขวบ กำลังอยากรู้อยากเห็นว่าเสียงอะไร ข้างนอกเขามีงานอะไรกัน ฟังเสียงแล้วมันปลุกเร้าจิตใจเหลือเกิน อดรนทนไม่ไหว อยากรู้อยากเห็นว่ามันเสียงอะไรกันแน่ จึงเล็ดลอกออกมาทางประตูของโรงพยาบาล คอยหลบว่าจะมีคนเห็นเราหรือเปล่า ออกมาพ้นจากโรงพยาบาลแล้ว ยังไม่เห็นที่มาของเสียงนั้นเลย ได้ยินแต่เสียงแว่วมาแต่ไกลอีก วิญญาณของผมเดินตามหาเสียงนั้นจนเมื่อยล้า ไปถึงไหนไม่รู้ โรงพยาบาลตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว มันเป็นท้องทุ่งอันแห้งแล้ง มีฝุ่นสีแดงเต็มไปหมด ตะวันก็เริ่มจะลับขอบฟ้า สังเกตเห็นจากท้องฟ้าเริ่มเป็นสีทอง วิญญาณของผมตอนนี้ เหมือนคนหลงทางกลับบ้านไม่ถูก มืดไปหมด ความคิดสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย เหนื่อยก็เหนื่อย กระหายน้ำก็กระหาย เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่มีใครจะซักถาม ครั้นจะกลับไปโรงพยาบาลก็กลับไม่ถูกอีก จำต้องเดินไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมายปลายทาง บัดนี้เสียงกลอง เสียงแคน ฉิ่ง ฉาบ มโหรี คล้ายขบวนแห่นั้นหายไปไม่ได้ยินเสียงอีกแล้ว ตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้าแล้ว ท้องฟ้าและบรรยากาศขมุกขมัวเป็นสีทองสลัว ๆ มันวังเวงยังไงชอบกล พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างของคนร่างหนึ่งกวักมือเรียกอยู่ไหว ๆ

                มานี่!   มานี่!  เร็ว” เสียงร้องเรียกมาจากชายป่าที่อยู่ข้างหน้าห่างจากวิญญาณของผมยืนอยู่ ราว ๆ 100 เมตร วิญญาณของผมดีใจ ที่จะมีคนช่วยจึงรีบวิ่งเข้าไปหา โดยไม่ต้องรอให้เรียกซ้ำอีก เมื่อเข้าไปใกล้ๆจึงเห็นได้ชัดว่าร่างนั้นสูงท้วม ประมาณ 170 เซนติเมตร ไว้ผมยาวปล่อยสยายถึงเอว ใส่ชุดราตรีสีขาวบาง ๆ คลุมถึงเข่าเหมือนชุดวิวาห์ของเจ้าสาว  วิญญาณของผมพยายามจะดูหน้าและสบตาเขาว่า เขามีเจตนาดีหรือเจตนาร้ายกับวิญญาณของผมกันแน่ พอเข้าไปใกล้ระยะประมาณ 3 เมตร วิญญาณของผมราวกับว่าถูกมนต์สะกดจิต ตกอยู่ในอำนาจแห่งพลังจิตของเขา จะดูหน้าเขาชัดๆก็ดูไม่ได้ ดูได้แค่เท้าสูงขึ้นมาถึงหน้าอก สูงเกินเลยจากนั้น ดูไม่ได้เลย วิญญาณผมสั่นกลัวจนบอกไม่ถูก แต่ก็แข็งใจถามเขาไปว่า

                ท่านเป็นใคร  ผมอยากกลับบ้าน ช่วยพาผมกลับบ้านทีเถอะ” ไม่มีเสียงตอบจากร่างนั้น มีแต่พลังกระแสจิตที่วิญญาณผมรับรู้ได้ว่า ตามข้ามาเถอะ ข้าบอกให้ทำอะไรต้องทำทุกอย่าง บอกให้หยุดต้องหยุด บอกให้ไปต้องไป จะฝ่าฝืนไม่ได้ วิญญาณของผมก็ตามเขาไป อย่างว่านอนสอนง่าย เหมือนเขาจูงจมูกวัวควายให้เดินตามเจ้าของ ตอนนี้วิญญาณของผมรู้สึกว่า ตัวเบา ลอยได้ จะเดินไปไหนเท้าไม่ติดดินเหมือนกับเหาะได้ โดยเขาลอยนำหน้าไปอย่างช้า ๆ ในความรู้สึก แต่ถึงจุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เวลาติดต่อกันระหว่างวิญญาณของผมกับตัวเขา จะไม่ใช้การพูดแต่เป็นการส่งกระแสจิต ไม่ได้ยินเสียงแต่สามารถรับรู้กันได้ เพียงแต่คิดว่า จะถามอะไร พูดอะไร ก็สามารถเข้าใจและตอบโต้กันได้ แต่ว่าบางครั้งเขาก็ไม่ตอบทุกคำถาม ที่เราคิดว่าเราสงสัย จะถามเขา เขาเป็นใครก็ช่างเถิด แต่ผมขอเรียกเขาว่า ผู้นำทาง



เข้าชม : 913
 
 
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย  จังหวัดขอนแก่น
174 หมู่ 17 ถนนดรุณสำราญ ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  โทรศัพท์ 0-4322-4973  โทรสาร  0-4322-5242 
E-Mail :
red_devils2521@hotmail.com, red.devils2521@gmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   สำนักงาน กศน.จังหวัดขอนแก่น   Version 2.05