[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 

 

เมืองนรก

                พอสายตาชินกับแสงดำมืดสลัวๆ ผมสังเกตเห็นว่าตอนนั้นอยู่กลางป่าอีก แต่เป็นป่าโปร่งไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่นัก ใบไม้ร่วงโรย พื้นดินแห้งผาก เหมือนฤดูแล้งเมืองมนุษย์เรา มองดูต้นไม้แล้วไม่มีใบพอที่จะเป็นร่มเงาได้เลย มีแต่ลำต้นกับใบที่กำลังจะผลิออก ขณะนั้น ร่างของผมลอยไปช้าๆเหมือนเดิม พอตั้งสติได้ผมจึงถามผู้นำทางว่า

                ที่นี่เป็นป่าที่ไหน แล้วเราจะไปไหนกันต่ออีก

                การพูดคุยกันโดยการส่งกระแสจิต พอนึกคิดว่าจะพูดอะไร ผู้นำทางจะตอบมาทันที

                ป่าชานเมืองนรก เราจะไปเที่ยวเมืองนรกกัน” ผู้นำทางตอบผ่านมาทางกระแสจิต

                วิญญาณของผมตกใจมาก ไม่อยากไป แต่ขัดขืนเขาไม่ได้ คิดลำดับเหตุการณ์ดูแล้ว นรกมันก็อยู่ไม่ไกลกันกับสวรรค์ เพียงแค่ไม่กี่อึดใจก็ถึงเมืองนรกแล้ว ทำไมมันจึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้ คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าให้ฟังว่า เมืองสวรรค์อยู่ในที่สูง นรกอยู่ในที่ต่ำ มีสะพานแก้วทอดยาวถึงกันระหว่างเมืองนรกกับสวรรค์ ที่สูงก็อยู่บนฟ้า ที่ต่ำก็ใต้ดินสิ แล้วสะพานแก้วที่ว่านั่นหละ ทำไมผมมองไม่เห็นและไม่ได้เดินข้ามเลย สวรรค์กับนรกอยู่ไม่ห่างกัน เหมือนคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หรอกกระมัง วิญญาณของผมคิด แต่ไม่ได้คำตอบจากผู้นำทางในตอนนั้น สักครู่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูหินดำๆ ขนาดใหญ่ ทั้งสองข้างของประตูเป็นกำแพงหิน คล้ายๆกำแพงเมืองโบราณ สูงประมาณ 5-6 เมตร มีสภาพเก่าแก่มาก ต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม รกรุงรังไปหมด ที่ประตูไม่มีคนเฝ้า และไม่มีคนคอยปิดคอยเปิด ผู้นำทางใช้มือเคาะประตู 3 ที ประตูหินนั้นค่อยๆเปิดออกอย่างช้า ๆ ทำให้มองเห็นข้างในได้ถนัดตาว่า มันเป็นอีกภพหนึ่งคล้าย ๆ เป็นเมืองอีกเมืองหนึ่ง มีกำแพงสูงล้อมรอบเมืองเอาไว้ พอประตูเลื่อนออกจนหมด เป็นช่องกว้างประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 2 เมตรครึ่ง มองเห็นถนนลูกรังไม่ค่อยสะดวกนัก กว้างประมาณ 4-5 เมตร ไม่เห็นหลังคาบ้านเรือนผู้คนเลย มีแต่ป่าไม้ที่แห้งแล้ง มองไปทางไหนเหมือนดูโทรทัศน์ขาวดำอีกแล้ว วิญญาณของผมลอยตามผู้นำทางไปช้าๆ พลันได้กลิ่นคาวเลือดแห้งเหมือนกลิ่นบาดแผล เวลาเราเปิดแผลที่ปิดด้วยผ้าก๊อสนานๆ เพื่อที่จะล้างแผล มันเหม็นสาบกลิ่นคาวๆยังไงชอบกล สายตาผมเหลือบไปเห็นศพคนตาย นอนเรียงรายกันอยู่ 8-9 ศพ ข้างๆทางที่จะผ่านไปนั้น บ้างก็คลุมด้วยผ้าขาว บ้างก็คลุมด้วยหนังสือพิมพ์ บางศพแขนขาด บางศพขาขาด วิญญาณผมไม่ทันจะถามก็ได้รับคำอธิบายจากผู้นำทางว่า

                พวกนี้ตายเพราะอุบัติเหตุ ตายโดยที่ยังไม่สมควรจะตาย ไม่ได้สั่งเสียญาติพี่น้อง บางคนญาติพี่น้อง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตาย เลยต้องนอนรอญาติๆทำบุญ อุทิศส่วนกุศลมาให้อยู่อย่างนี้

                ผ่านป่าเข้าไปได้ซักพัก กลิ่นเหม็นสาบมันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเลือนหายไป เมืองนรกกลิ่นไม่เหมือนเมืองสวรรค์เลย ต่างกันมาก นรกแสนจะแห้งแล้งทุรกันดารและสกปรก เหม็นสาบกลิ่นคาวเลือดและซากศพ สายตาวิญญาณของผมมองหาหลังคาบ้านเรือนผู้คนไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีเลย เห็นแต่สัตว์นรกอยู่กลุ่มหนึ่ง รูปร่างแปลกมาก ลำตัวเป็นคน มีแขน มีขา มีนิ้วมือ นิ้วเท้าเหมือนมนุษย์เรา แต่ซูบผอมมากเป็นหนังหุ้มกระดูก ผิวดำคล้ำมอมแมมไปหมดเดินไปไหนไม่ได้เลย ได้แต่นั่งกับคลานเพราะไม่มีเรี่ยวแรงจะพยุงกายขึ้น ที่ว่าแปลกเพราะที่ศีรษะของสัตว์นรกพวกนี้ มีเขาเหมือนเขาวัวเขาควาย หน้าตาก็เป็นหน้าของวัว หน้าของควาย แต่ลำตัวแขนขาเป็นคน สัตว์นรกพวกนี้บ้างก็ใช้เขาขวิดชนกัน เป็นแผลมีเลือดไหลซึม ๆ น่าเจ็บปวดมาก วิญญาณของผมผ่านไป สัตว์นรกพวกนี้จ้องมองและส่งเสียงร้อง โบว์ โบว์ อูว์ อูว์ พร้อมผงกศีรษะลงพื้นดิน 2-3 ครั้ง ปากก็ร้อง  โบว์ โบว์ อูว์ อูว์  คงอยากจะขอความช่วยเหลืออะไรจากผมซักอย่างหนึ่ง แต่ผมสื่อความหมายไม่ได้ว่าเขาอยากให้ช่วยอะไร ผู้นำทางเลยอธิบายให้ฟังว่า

                ดูนั่นสิ  เจ้าเห็นมั้ยสัตว์นรกพวกนี้ เมื่อมีชีวิตอยู่เขาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สัตว์ใหญ่ๆ ที่มีบุญคุณกับมนุษย์ เช่น วัว ควาย ที่ช่วยคราดไถทำนาให้มนุษย์ได้มีข้าวกิน กับฆ่าสัตว์พวกนี้ได้ลงคอ และฆ่าจนเป็นอาจิณ ตายไปก็ต้องมาใช้เวรใช้กรรมอยู่เมืองนรกอย่างนี้

                ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง  ก็มองเห็นคนกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 คนเห็นจะได้ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ขาด ๆ ใส่เสื้อแขนยาวขาดรุ่งริ่ง บ้างก็โพกศีรษะด้วยผ้าขาวม้า บ้างก็ใส่หมวกใบตาลขาดเป็นรูโหว่ ใบหน้าหมองคล้ำ รูปร่างผอมโซเหมือนคนขาดอาหาร แต่ดูแข็งแรงมาก ที่บ่าแบกกระสอบใบใหญ่เหมือนกระสอบข้าวสาร ขนาด 100 กิโลกรัม แต่ไม่รู้ว่าเป็นกระสอบบรรจุอะไร คนพวกนี้เหมือนจับกัง (กรรมกร) ตามไซโลเก็บของหรือโรงสีข้าวบ้านเรา แบกกระสอบใบใหญ่  ไม่ได้ลงจากบ่าซักที  เดินวนไปก็วนมาอยู่อย่างนั้น ไม่ได้พักวิญญาณของผมหยุดรอดูซักพักใหญ่ คนพวกนี้เขาแบกหามอะไรกันหรือว่าจะขนข้าวของไปขาย เดินวนไป แล้วก็วนมาเจอแต่หน้าเดิม ๆ

                สัตว์นรกพวกนี้ เมื่อเป็นมนุษย์ชอบลักทรัพย์  มีจิตใจโลภอยากได้ของคนอื่น ไม่เว้นแต่สิ่งของที่เป็นของสาธารณะ สิ่งของที่วัดของวัดวาอาราม ที่ดินของวัด ที่ธรณีสงฆ์ก็ลักฉ้อฉลเอาเป็นของตน ตายแล้วก็ต้องมารับกรรม แบกกระสอบสมบัติที่ตนเองลักมา ฉ้อฉลโกงมาอยู่อย่างนี้ ไม่ได้หยุดพักเลย ต้องแบกเดินตลอดเวลา ถ้าหยุดแล้ววางกระสอบลงจากบ่าเมื่อไหร่จะถูกสัตว์นรกอื่น ๆ ลักขโมยกระสอบสมบัติต่อทันที” ผู้นำทางที่แสนดีอธิบายให้วิญญาณของผมฟัง

                อยากได้ของเขาดีนัก ตายไปก็ต้องมาแบกกระสอบสมบัติที่ลักขโมยมา ใช้เวรใช้กรรมอยู่อย่างนี้

                ดูสภาพแล้วน่าเวทนาสงสารมาก ร่างผอมโซ แถมยังแบกกระสอบหนักบนบ่าอีก เดินไปมาอยู่อย่างนั้นตลอดวันตลอดคืน มองหาบ้านเรือนหรือหลังคากันแดนกันฝน ในเมืองนี้ไม่มีเลย มีกลุ่มควันดำๆลอยมา พร้อมกับกลิ่นเหม็นสาบซากศพโชยมากับสายลมเป็นระยะๆ มันเป็นกลิ่นเหม็นที่เป็นเอกลักษณ์ของมันโดยเฉพาะคนที่คลุกคลีในวงการแพทย์ แพทย์นิติเวช หรือหน่วยบรรเทาสาธารณภัย ที่เคยสัมผัสกับกลิ่นนี้จะทราบดีกว่า กลิ่นเป็นยังไง กลิ่นเหม็นของซากจิ้งจกก็เหม็นอีกแบบหนึ่ง กลิ่นเหม็นซากหนูตายก็เป็นอีกกลิ่นหนึ่ง กลิ่นเหม็นของซากไก่ตายก็เป็นอีกกลิ่นหนึ่ง เราจะสามารถแยกออกได้ ถ้าเคยได้สัมผัสกลิ่นนั้นด้วยประสาทจมูกของเรา

                วิญญาณของผมลอยตามผู้นำทางไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดพักอยู่ที่กลุ่มสัตว์นรกอีกกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 6-7 ตน รูปร่างผอมมาก ไม่สวมเสื้อจึงมองเห็นซี่โครงได้ถนัดตา บางคนก็นุ่งผ้าเตี่ยว บ้างก็นุ่งกางเกงเก่าๆ ขาดๆ ในมือของสัตว์นรกเหล่านั้นถือกรวยเหล็กสีดำๆ ยาวประมาณ 1 ฟุตเห็นจะได้ บ้างก็นั่งยองๆ บ้างก็นอนหลับสะลึมสะลือ เหมือนคนเมาเหล้าในเมืองมนุษย์เรา เมาไม่ได้สติ ชนิดหมาเลียปากไม่รู้เรื่อง มีผู้คุมร่างกายใหญ่โต กำยำน่ากลัวมาก ผิวดำคล้ำ ผมหยิก มีหนวดดกดำ นัยน์ตาเป็นประกายดุดัน สบสายตาแล้วน่าเกรงกลัวมาก นัยน์ตาเขามีอำนาจถ้าเป็นมนุษย์เราก็หนักประมาณ 85 – 90 กิโลกรัม สูงประมาณ 175 – 180 เซนติเมตร นุ่งผ้าเตี่ยวสีแดงคล้ำ ที่แขนทั้งสองข้างใช้ผ้าแดงมัดที่กล้ามแขน เหมือนนักมวยไทยเวลาขึ้นชก ที่ศีรษะมีผ้ามัดรอบไว้ สีเดียวกับผ้าที่นุ่ง มือขวาถือกระบองยาวประมาณ 1 เมตร มือซ้ายถือกาต้มน้ำ ขนาดความจุ 3 - 5 ลิตรเห็นจะได้ ยืนคอยรินของเหลวในกานั้น บริการสัตว์นรกผู้หิวโหย น้ำที่เทออกมาจากกานั้น มีลักษณะคล้ายแป้งเปียกขุ่นดำ ๆ สัตว์นรกต่างก็ยื้อแย่งกันขอน้ำนั้น โดยผู้คุมจะเทของเหลวจากกาต้มน้ำ ใสในกรวยเหล็กสีดำที่ถืออยู่ในมือสัตว์นรกให้ทีละคน พอสัตว์นรกพวกนั้นดื่มเข้าไป จะร้องลั่นส่งเสียงโหยหวน ด้วยความปวดแสบปวดร้อนท้อง แล้วล้มฟุบสลบไป ฟื้นขึ้นมาก็ขอน้ำจากผู้คุมดื่มอีก ดื่มเข้าไปก็ร้องลั่นสลบไป ฟื้นขึ้นมาขอดื่มอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดปีตลอดชาติ

                พวกนี้ตอนที่เป็นมนุษย์มีชีวิตอยู่ ชอบดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ การงานไม่ยอมทำ เอาแต่ดื่มเหล้าทุกวัน เงินทองหามาได้เท่าไหร่ไม่มีเหลือ ไม่เคยทำบุญแม้แต่ใส่บาตรพระ ไม่เคยสร้างกุศล เพราะจิตใจมัวแต่คิดถึงเรื่องดื่มเหล้า ตายไปก็ต้องมาใช้กรรมอยู่อย่างนี้

                แล้วสัตว์นรกที่เห็นมาทั้งหมดจะใช้เวรใช้กรรมนานมั้ยจึงหมดเวรหมดกรรม ได้ไปผุดไปเกิด” วิญญาณของผมถามผู้นำทาง

                บอกไม่ได้ว่า จะนานเท่าใดเพราะกรรมของแต่ละคนมักแตกต่างกัน บางคนสร้างกรรมมามาก ก็ต้องชดใช้กรรมมากนานหลายปี” เขาอธิบาย

                ถ้าญาติพี่น้องเขาเหล่านั้น ทำบุญอุทิศส่วนกุศล มาให้จะได้รับมั้ย และจะได้ไปผุดไปเกิดมั้ยขอรับ

                เพราในชีวิตจริงผมเคยได้ยิน ได้ฟังพ่อทายกไวยาวัจกร (คนที่เป็นผู้นำในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา) ตามหมู่บ้านต่าง ๆ เวลาท่านกล่าวถวายทานพระ ท่านจะว่า “ขออุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้ามีทุกข์ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้ามีสุขก็ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป

                ก็ได้รับ แต่ไม่ได้รับทั้งหมด คนอื่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ไม่เหมือนเราทำเองตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราสร้างบุญสร้างกุศล กรรมชั่วเราไม่ทำดีกว่าเราทำบาปแล้วไปตกนรก รอให้ญาติทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เพื่อจะให้พ้นจากนรก ถ้าเขาลืมทำบุญอุทิศไปให้ก็ต้องทนใช้กรรมใช้เวรอยู่อย่างนั้นต่อไป

                วิญญาณของผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะในชีวิตจริงไม่ได้สนใจในเรื่องอย่างนี้ ถือว่าเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป เรายังไม่แก่ อายุพึ่งจะสามสิบปลาย ๆ เท่านั้น เมื่ออายุย่างเข้า 50 – 60 ปี จึงจะหันหน้าเข้าวัด เข้าศึกษาและปฏิบัติธรรม เพราะอายุปานนั้นแล้วคงจะหมดภาระหมดห่วง หมดหน้าที่แล้ว ลูกๆมีครอบครัวเป็นของเขา ผู้เป็นพ่อแม่ก็คงหมดห่วง ได้ไปทำบุญ เข้าวัดเข้าวา หลายคนคงจะคิดเหมือนผมแต่ท่านรู้ไหม ผมคิดผิดถนัด เราไม่ทราบล่วงหน้าเลยว่าเมื่อไหร่เราจะเจ็บ เมื่อไหร่เราจะตาย เราอยากตายเมื่อตอนแก่ ๆ เมื่อถึงวัยอันสมควรด้วยกันทั้งนั้น แต่ความตายมันไม่ได้บอกเราล่วงหน้า เกิดก่อน ต้องตายก่อน เกิดทีหลังต้องตายทีหลัง มันไม่เป็นอย่างนั้น ท่านเคยได้ข่าวว่าเพื่อนคนนั้น เพื่อนคนนี้เสียชีวิตบ้างไหม ท่านจะตกใจเมื่อทราบข่าวนี้ เป็นไปได้ยังไง เมื่อเช้ายังทานข้าวด้วยกันอยู่เลย หรือเมื่อเช้ายังพูดกระเซ้าเหย้าแหย่กันเล่นอยู่เลย เมื่อคืนยังดื่มเหล้าด้วยกันอยู่เลย ถ้าท่านคิดว่าท่านจะทำบุญเข้าวัดเข้าวาเมื่อแก่นั้น ท่านอาจยังไม่ถึงวัยแก่ด้วยซ้ำ แต่ตายเสียก่อน ใครจะไปรู้ แล้วจะเสียใจว่าไม่ได้ทำบุญมัวแต่ประมาทอยู่ หลงระเริงกินเหล้าเมายา ซึ่งเป็นความสุขจอมปลอม เพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว



เข้าชม : 440
 
 
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย  จังหวัดขอนแก่น
174 หมู่ 17 ถนนดรุณสำราญ ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  โทรศัพท์ 0-4322-4973  โทรสาร  0-4322-5242 
E-Mail :
red_devils2521@hotmail.com, red.devils2521@gmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   สำนักงาน กศน.จังหวัดขอนแก่น   Version 2.05