[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 

 

ตายแล้วไปไหน

                เป็นคำถามที่หาคำตอบยาก โดยเฉพาะยุคที่วิทยาศาสตร์กำลังเจริญรุ่งเรืองสุดขีด โทคโนโลยีต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อพิสูจน์ความจริง ถ้าสิ่งไหนพิสูจน์ไม่ได้ก็เป็นอันว่า ไม่ใช่ ไม่จริง เพราะคนเราถูกสอนมาอย่างนี้ โดยลืมนึกไปว่า ในโลกใบนี้ยังมีเรื่องลี้ลับอีกมากมายที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ เพราะมันเหนือธรรมชาติจริงๆ ยากที่จะพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่นเรื่องการสะกดจิต เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต เห็นภาพคนใช้เหล็กแหลมแทงทะลุแก้ม และภาพคนลุยไฟที่มีถ่านไฟแดงๆ แล้วเดินเท่าเปล่าๆลุยเข้าไปไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด และอีกหลายๆเรื่อง ที่พิสูจน์ไม่ได้ว่า ทำไมจึงทำแบบนั้นได้ คนที่รู้เรื่องนี้ (โลกหน้า) เป็นอย่างดี อยากจะพูด อยากให้สังคมได้รับรู้ ในสิ่งที่เขาประสบพบเห็นมา ก็มักจะถูกคนในสังคมหัวเราะเยาะว่า เป็นบ้าบ้าง เพี้ยนบ้าง ก็เลยศึกษาแลกเปลี่ยน พูดคุยกันอยู่ในหมู่คนที่รู้ คนที่เห็นด้วยกันเท่านั้น บุคคลเหล่านี้ถ้าเอ่ยนาม เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จัก เพราะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และระดับโลกเช่น ศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ นายแพท์เทพพนม เมืองแมน ,ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ,นายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ หรือ พันเอกเสนาะ จินตรัตน์ และ ด๊อกเตอร์คุ้ม วัชโรบล ผู้ล่วงลับไปแล้ว บุคคลเหล่านี้พยายามบอกเล่าให้คนในสังคม ให้สร้างบุญสร้างกุศล สร้างคุณงามความดี เชื่อในกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แม้แต่พระอริยสงฆ์ พระเกจิอาจารย์ ที่คนทั่วไปเคารพศรัทธา ก็เชื่อเรื่องนี้ เทศนาสอนคนให้สร้างบุญสร้างกุศล เกรงกลัวต่อบาป ทำความดี ละเว้นความชั่ว เชื่อเรื่องภพหน้า  ชาติหน้าและการเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วไม่สูญ สวรรค์ นรก มีจริง แต่เทศนาไม่ได้เต็มปากเต็มคำ เพียงแต่เทศนาเปรยๆ เพราะคนเราสมัยนี้ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ครั้งถูกถามว่า สวรรค์ นรก มีจริงมั๊ย หลวงพ่อตอบว่ามีจริง ครั้นถามต่อไปว่า นรก สวรรค์ อยู่ที่ไหนหลวงพ่อ ถ้าอธิบายยาวเหยียดไปตามที่ท่านได้รู้ ได้เห็นมา ก็จะหาว่าท่านเพี้ยน ท่านบ้าอีกคน เพราะเป็นเรื่องที่อธิบายให้ปุถุชนคนธรรมดาฟังลำบาก ยากต่อความเข้าใจ พระท่านจึงมักจะตอบว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นั่นแหละ

                ผมมานึกๆดู คนเรานี่เกิดมาก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา ตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวไป เมื่อมีชีวิตอยู่ทำไมจึงแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันนักหนา อิจฉาริษยากัน เมื่อตายไปเอาอะไรไปได้บ้าง เขาก็เอาร่างคือกายหยาบไปเผาไฟ ส่วนร่างละเอียดคือวิญญาณนั้น ก็ไปสู่ภพ สู่ภูมิ ที่ตนได้กระทำสั่งสมมา ถ้าสร้างกรรมดี ก็ไปสู่สุคติ สร้างกรรมชั่วก็ไปสู่ภพสู่ภูมิที่ไม่ดี ที่เรียกว่า อบายภูมิ

                ร่างกายเรานี้มี 2 ร่างคือ กายหยาบ กายเนื้อที่เราจับต้องได้ ที่เราเห็นและบอกว่ารูปร่างหน้าตาสดสวย จมูกโด่ง นัยน์ตาหวาน ผิวพรรณผ่องใสเป็นยองใย ขาว สวย หมวย อึ๋ม นี่คือกายหยาบ อีกร่างคือ กายละเอียด หรือ วิญญาณ ที่เราจับต้องสัมผัสไม่ได้ เมื่อเรามีชีวิตอยู่ กายทั้งสองนี้จะทำหน้าที่สัมพันธ์กัน แต่เมื่อไรที่ชีวิตเราสิ้นลง ร่างทั้งสองนี้จะแยกจากกัน วิญญาณจะออกจากร่างหยาบเมื่อเราสิ้นใจแล้วประมาณ 6-12 ชั่วโมง บางครั้งอาจจะออกมาก่อนที่เราจะสิ้นใจก็มี เมื่อแยกออกจากกันแล้ว วิญญาณ หรือ กายละเอียดนี้ จะอยู่ไม่ห่างไกลจากกายหยาบนัก เพราะความยึดมั่น ถือมั่นและยึดติดว่าตัวกู ของกู เมื่อเราสิ้นใจหรือตายแล้ว ร่างหยาบของเราจะถูกเรียกว่า ศพ ทันที เมื่อมีพิธีรดน้ำศพ หรือใครมางานศพของเรา วิญญาณหรือร่างละเอียดนี้ จะมองเห็นหมดว่า ใครร้องไห้รำพึงรำพัน ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ วิญญาณนั้นยิ่งเศร้าโศกอาลัยมากกว่า โดยเฉพาะวิญญาณของผู้ที่มี “ห่วง” มีความห่วงใยลูกคนโน้น ลูกคนนี้ เกรงว่าถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว ลูกคนนี้จะอยู่อย่างไร เขายังเล็กอยู่ ใครจะดูแล สามีเราจะอยู่อย่างไร หรือต้องเป็นของคนอื่นไป อะไรก็ห่วงทำนองนี้ แต่ไม่สามารถพูดสื่อความหมายกับใครเขารู้เรื่อง คงเฝ้ามองดูเขาคุยกันอยู่อย่างนั้น จนเขานำร่างไปเผาไฟ เมื่อคนเราเสียชีวิตได้ 1 วัน วิญญาณจะอยู่ใกล้ๆศพไม่เกิน 3-5 เมตร พอเสียชีวิตได้ 2 วัน 3 วัน จะยิ่งห่างจากศพคือร่างหยาบออกไปเรื่อย ๆ ถอยห่างออกไปประมาณ 10 เมตร แต่ก็มองเห็นว่าใครทำอะไรบ้าง เขาพูดจากันว่าอย่างไร และจะมีพญามัจจุราชมานำวิญญาณนั้นไป ถ้าเป็นคนที่สร้างคุณงามความดี มีศีลธรรม ชอบทำบุญให้ทาน รักษาศีล ก็จะมีขบวนแห่อันสนุกสนานมารับ จะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะเสียงดนตรีไม่ว่าจะเป็นเสียงปี่ พิณ แคน มโหรี กลอง ฉิ่ง ฉาบ มันเร้าใจสนุกสนานมาก จนอดรนทนไม่ไหว ต้องตามเขาไป ถ้าทำกรรมชั่วไว้ พญามัจจุราชก็จะบังคับจับมัดมือทำโทษบังคับขู่เข็ญให้ไป ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พระยามัจจุราชก็จะมาเชิญไป เป็นขบวนอัญเชิญดวงวิญญาณโดยเฉพาะ แล้วแต่กรรม ของใครทำไว้ ไม่เชื่อท่านก็ลองสังเกตดู ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับท่านที่ตายไปแล้วว่า เป็นอย่างที่ผมว่าหรือเปล่า เมื่อไปถึงมือพระยายมราช ท่านจะเปิดบัญชีกรรมดูว่า เคยสร้างกรรมและบุญกุศลใดไว้บ้าง ทุกคนล้วนมีกรรมติดตัวมาทั้งสิ้น ดังคำที่พระท่านว่า

                “กัมมัสสะโกม หิ” เรามีกรรมเป็นของของตน

            กัมมะทา ยาโท” เราเป็นผู้รับผลของกรรม

            ยัง กัมมัง กะริสสามิ” เราจักทำกรรมใดไว้

            กัลป์ยาณัง วา ปาปะกัง วา” ดีหรือชั่วก็ตาม

            ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ” เราจักเป็นผู้รับผลกรรมนั้นๆ

            ใครทำกรรมใดไว้ต้องไปใช้กรรมก่อน หมดกรรมแล้ว ถ้าได้สร้างบุญทำความดีไว้ จึงไปเสวยสุขในเมืองสวรรค์ สวรรค์กับนรกอยู่ไม่ไกลกันเลย แต่มันไกลมากสำหรับคนบาป ต้องไปใช้กรรมในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ลงไป อาทิต้องไปเกิดเป็น สัตว์เดียรัจฉาน เกิดเป็นอสูรกาย เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นสัตว์นรก ซึ่งต่ำที่สุด ต้องใช้เวรใช้กรรมจนหมดสิ้น ถ้าได้กระทำความดีไว้บ้าง เช่น ทำบุญทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาสมาธิ ก็จะได้ไปเกิดในเมืองสวรรค์ เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น พระท่านเรียกว่า  “วัฏฏสงสาร”

            บางคนเคยทำกรรมชั่วไว้มาก เช่น ค้ามนุษย์ บังคับให้เขาขายบริการทางเพศ เฆี่ยนตีเมื่อเขาไม่ยอม ทรมานเขาให้เขาสูญเสียอิสรภาพ บางคนก็ค้ายาเสพติดจนร่ำรวย แล้วคนพวกนี้พอมีเงินมากเข้า อยากทำบุญทำทาน หวังจะให้ลบล้างกรรมชั่วที่ตนเคยก่อไว้ มันลบล้างกันไม่ได้หรอก กรรมดีก็ไปอยู่ส่วนกรรมดี กรรมชั่วก็ไปส่วนกรรมชั่ว เมื่อตายไปก็ต้องไปรับผลของกรรมชั่วนั้นก่อน ใช้กรรมใช้เวรหมด แล้วจึงจะไปรับผลของกรรมดี เปรียบเสมือนเราเอาก้อนเกลือแกง ใส่ลงไปในขวด แล้วเติมน้ำลงไป 1 แก้ว ก้อนเกลือก็ยังเป็นส่วนของก้อนเกลืออยู่ น้ำก็ยังเป็นส่วนของน้ำ ถ้าเติมลงไปอีกจนครึ่งขวด เกลือก็จะละลายไปส่วนหนึ่ง แต่ในขวดนั้นก็ยังมีเกลืออยู่ คือ รสเค็ม น้ำก็ยังมีรสกร่อยเค็มอยู่ เปรียบดังการทำความดีเป็นน้ำ ทำความชั่วเป็นเกลือ มันลบล้างกันไม่ได้หรอก แต่พอจะทุเลาเบาบางลงได้บ้าง

                หลายท่านอาจสงสัยว่า เห็นบางคนที่ทำชั่วแล้ว ทำไมจึงมีความเป็นอยู่สุขสบายกว่าคนทำความดี มีเงินมีทองใช้ มีรถราคาแพงๆขับ มีหน้ามีตาในสังคม ทำให้ไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่าลืมว่าการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลก มันหลายภพหลายชาติเหลือเกิน กุศลผลบุญเก่าในชาติที่แล้วอาจยังผลให้เขาสุขสบายในชาตินี้ เชื่อเถอะหมดบุญเก่า บุญใหม่ไม่สร้าง เดี๋ยวกรรมก็ตามมาทัน นี่คือ กฎแห่งกรรม

            เป็นความเชื่อที่ผิดอย่างมหันต์ ของคนในชนบทแถบภาคอีสาน (บางหมู่บ้าน) เวลาญาติพี่น้องป่วยหนักใกล้จะสิ้นใจ (เสียชีวิต) จะมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเรียกลูก ๆ ของผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ มานั่งห้อมล้อม แล้วนำเงินจำนวน 4-5 พันบาท หรืออาจเป็นหมื่นบาท แล้วแต่จะหามาได้ เอาวางใส่ในมือผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ และญาติผู้ใหญ่จะนำพาลูกหลานพูดว่า ให้เอาเงินนี้ไปซื้อที่อยู่อาศัย จ้างนายด่านตรวจคน ขอทางไปสวรรค์ ถ้าเขาไม่ให้ผ่านไป ก็จ่ายเงินให้เขา ขอเขาผ่านไป เป็นความเชื่อที่ผิดมากและควรแก้ไข คนที่กำลังจะละขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีจิตใจระลึกได้หรอกว่า จะใช้เงินที่ได้มาไปทำอะไร ทางที่ดีเราควรน้อมนำจิตใจของผู้ที่กำลังจะตายให้แน่วแน่ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่าน จิตใจก็จะสงบและละสังขารไปอย่างสงบไม่ทุรนทุราย และไปสู่สุคติภูมิได้ ถ้าเงินซื้อได้ทุกอย่างขนาดนั้น ไม่ต้องสั่งสมบุญบารมี คุณงามความดีหรอก หาเงินไว้ให้มาก จะผิดกฎหมายก็ตามแต่ เวลาใกล้ตายบอกลูกหลาน เอาใส่มือให้มาก ๆ จะเอาไปใช้ในภพหน้า ควรใช้สามัญสำนึกพิจารณาดูให้ดี ไม่ควรทำเอาอย่างตามกัน ขนาดเงินที่เอาใส่ปากศพแท้ๆ เวลาเอาไปเผาที่เรียกกันว่า ฌาปนกิจ เสร็จแล้วเขายังตามไปเก็บเอามาเป็นของเขา เอาไปไม่ได้เลย นอกจากกุศลผลบุญ ผลทานที่เราสั่งสมทำความดีไว้ตอนที่เรามีชีวิตอยู่ มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอยู่ ถ้าเราสั่งสมสร้างคุณงามความดี ทีละนิดทีละหน่อย ตามกำลังศรัทธาของเรา โดยที่เราไม่เดือนร้อน นานเข้ามันก็จะมากเอง พอเป็นเสบียงอาหารได้กิน ได้ใช้ในภพหน้า ถ้าเราไม่ทำเลย มัวแต่ประมาทว่า เรายังไม่แก่ยังไม่อยากทำบุญ ยังไม่อยากสร้างคุณงามความดี ท่านทราบหรือว่าท่านจะตายวันไหน ถ้าตายก่อนโดยไม่ได้ทำบุญทำกุศลเลย ท่านจะเสียใจมาก เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบกับพระพุทธศาสนา เพราะชีวิตในปรโลกหรือโลกหลังความตายนั้น อาศัยอยู่ได้ก็อาศัยแต่ผลบุญ คือบุญเก่าตอนที่เราเป็นมนุษย์มีชีวิตอยู่ ได้สะสมเสบียงบุญเอาไว้เยอะๆ ก็อยู่ในเมืองสวรรค์ได้นาน ถ้าทำบุญไว้น้อยก็อยู่ได้ไม่นาน จำเป็นต้องมาเกิดในเมืองมนุษย์เพราะหมดเสบียงบุญ เพราะชีวิตในปรโลกนั้น เขาไม่ได้ทำมาหากิน หว่านไถปักดำเลย กินอาหารล้วนแต่เป็นอาหารทิพย์ ก็อาหารที่เราเคยทำบุญทำทานไว้ตอนที่เป็นมนุษย์นี่แหละ แต่เราไม่ต้องลงมือปรุงหรือหุงหาอาหาร พอนึกอยากกินอะไรก็อิ่มท้องเลย รสชาติเหมือนกับที่เรากินทางปาก บ้านช่องห้องหอก็เป็นเรือนทิพย์วิมานทิพย์ ถ้าใครทำบุญทำทานไว้มาก ก็ได้อยู่หลังใหญ่โตหน่อย ก็เงินทองที่เราสละทำบุญบริจาคทานสร้างศาลา กุฏิ วัด วิหาร อุโบสถ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนานี่แหละ ที่คนเฒ่าคนแก่สมัยโบราณ สอนลูกสอนหลานว่า ให้เสียสละเงินทอง ทำบุญขุดบ่อ ก่อศาลา เพราะภาคอีสานสมัยก่อน การคมนาคมลำบากมาก จะไปไหนมาไหนต้องเดินไปเป็นคืนเป็นวัน อากาศร้อนและแห้งแล้งมาก คนสมัยนั้นจึงสร้างศาลาให้คนเดินทาง ได้พักผ่อนหลับนอนให้หายเหนื่อยก่อนและขุดบ่อน้ำไว้อาบไว้กินใกล้ศาลานั้นด้วย ถือว่าได้บุญ อันที่จริง ท่านสอนให้เรา รู้จักเสียสละทรัพย์ สละแรงกาย เพื่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก อันเป็นคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา



เข้าชม : 704
 
 
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย  จังหวัดขอนแก่น
174 หมู่ 17 ถนนดรุณสำราญ ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  โทรศัพท์ 0-4322-4973  โทรสาร  0-4322-5242 
E-Mail :
red_devils2521@hotmail.com, red.devils2521@gmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   สำนักงาน กศน.จังหวัดขอนแก่น   Version 2.05