[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 

 

สวรรค์นรกมีจริงหรือ

                ถ้าถามผม ผมจะตอบว่ามีจริง ถามว่าถ้ามีจริงแล้วมันอยู่ที่ไหน ผมจะตอบว่ามันมีอีกมิติหนึ่ง ภพหนึ่ง ที่ซ้อนอยู่ในภพของมนุษย์ เป็นมิติที่ไม่กินเนื้อที่ของกันและกัน ไม่สามารถเห็นกันได้ นอกจากผู้ที่ได้รับการฝึกสมาธิสั่งสมบารมี จนมีจิตพิเศษกว่าคนธรรมดา จึงจะสามารถสัมผัสได้ ในเมื่อวานนี้ (อดีต) ก็มี วันนี้ (ปัจจุบัน) ก็มี และวันพรุ่งนี้ วันมะรืน (อนาคต) ก็มี แล้วทำไมชาติหน้าจะไม่มี

                คำถามเรื่องสวรรค์นรกมีจริงหรือ ไม่ใช่ข้อสงสัยที่พึ่งมีเฉพาะคนสมัยนี้เท่านั้น ถามกันมาตั้งแต่ครั้นพุทธกาลแล้ว ดังปรากฏในพระสูตรทั้งหลาย ท่านจะหาอ่านได้จากพระไตรปิฎก ปายาสิราชญสูตร เป็นการสนทนาระหว่างพระเจ้าปายาสิ ซึ่งไม่เชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ บาปบุญคุณโทษ ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า กับพระกุมารกัสสปเถระ ดังนี้

                พระเจ้าปายาสิ – พระคุณเจ้ากัสสปผู้เจริญ ผมยังไม่เชื่อชาติหน้ามีจริง นรกสวรรค์ไม่มี ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี

                พระเถระ – ขอถวายพระพร พระองค์มีเหตุผลอย่างไร ?

                พระเจ้าปายาสิ – มีสิ พระคุณเจ้ากัสสปผู้เจริญ คือ พวกบุรุษของผมในนครนี้ จับผู้ร้ายมาได้แล้วนำมาแสดงแก่ผมว่า “ขอเดชะ โจรผู้นี้ประพฤติหยาบช้านัก ขอให้พระองค์ทรงพิพากษาให้ลงอาญาตามประสงค์เถิด” ครั้นแล้วผมจึงออกคำสั่งให้จับนักโทษนั้นลงหม้อทั้งเป็นๆ แล้วปิดฝาเสีย เอาหนังรัดให้แน่นใช้ดินเหนียวโปะพอกให้หนา ยกขึ้นบนเตาไฟแล้วจุดไฟให้ลุกโพลง ครั้นคะเนว่านักโทษคนนั้นตายแล้วก็ยกหม้อนั้นลงดู แกะดินเหนียว และแก้หนังผูกออก แล้วค่อยๆแง้มฝามองดูด้วยหมายใจว่า จะได้เห็นวิญญาณ (ชีวะ) ของมันขังอยู่ในนั้น แต่ผิดถนัด ผมมิได้เห็นวิญญาณของนักโทษคนนั้นอยู่ข้างในหรือออกไปเลย นี่แหละท่านที่ทำให้ผมไม่เชื่อ ว่าโลกหน้า นรกสวรรค์ และผลแห่งกรรมดี – ชั่วมีจริงดังที่พระคุณเจ้าว่านั้น

                พระเถระ – ถ้าเช่นนั้น อาตมาจักย้อนถามพระองค์สักข้อหนึ่ง ขอจงทรงพระยากรณ์ตามพระทัย มหาบพิตร พระองค์เคยระลึกได้ไหมว่า ในเวลาที่พระองค์ทรงบรรทมหลับในเวลากลางวัน แล้วทรงสุบินถึงสวนดอกไม้ที่น่ารื่นรมย์ ป่าเขาลำเนาไพรน่าเที่ยว ภูมิภาคที่น่ายินดี และสระโบกขณีที่น่าสรงสนาน

                พระเจ้าปายาสิ – ระลึกได้พระคุณเจ้า ผมเคยฝันเห็นสิ่งเหล่านั้นเสมอ

                พระเถระ – ในขณะทรงบรรทมแล้วทรงสุบินเช่นนั้น มีมหาดเล็กเฝ้ารักษาอยู่ที่นั้นหรือเปล่า

                พระเจ้าปายาสิ – มีสิพระคุณเจ้า

                พระเถระ – พวกมหาดเล็กที่เฝ้ารักษาอยู่ที่นั้น มีใครบ้างไหมที่ได้เห็นวิญญาณ (ชีวะ) ของพระองค์ออกไป หรือเข้ามาอยู่?

                พระเจ้าปายาสิ – ไม่มีใครเคยเห็นสักนิดเดียวพระคุณเจ้า

                พระเถระ – นั่นแหละมหาบพิตร แม้แต่ชนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่แท้ ๆ ก็ยังไม่เคยมีใครได้เห็นวิญญาณ (ชีวะ) ของพระองค์ผู้ยังมีชีวิตอยู่เหมือนกัน ออกไปหรือเข้ามาอยู่ ไฉนเลยพระองค์จึงจะเห็นวิญญาณ (ชีวะ) ของบุคคลผู้ตายไปแล้ว ออกไปจากร่างหรือเข้ามาอยู่เล่า?

                ผมขอสรุปการสนทนาแบบรวดรัด พระเจ้าปายาสิ ถามว่าถ้าสวรรค์มีจริง ทำไมคนตายไปแล้ว จึงไม่มาบอกว่าได้ขึ้นสวรรค์แล้ว ตอบว่าเวลา ๑ วันของเมืองสวรรค์ เท่ากับ ๑๐๐ ปีในเมืองมนุษย์ จะมาบอกได้อย่างไร มนุษย์ก็รอไม่ไหว ตายเสียก่อน ถามว่าถ้าตกนรกทำไมไม่มาบอกบ้าง ตอบว่าถ้าผู้ร้ายทำความผิด ถูกจับตัวได้ แล้วขอร้องตำรวจว่า ขอไปบอกญาติพี่น้องก่อน ตำรวจจะยอมไหม ฉันใดก็ฉันนั้น

                เป็นอันว่าความสงสัยเรื่องสวรรค์ นรกมีจริงหรือไม่ เป็นปัญหาที่ถามกันมานานแล้ว ไม่ใช่สงสัยกันแต่สมัยของเราเท่านั้น เพราะแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีทั้งคนเชื่อ คนที่ไม่เชื่อ ถ้าเชื่อหมดทุกคน โลกนี้ก็จะมีแต่คนดีหมด ไม่มีคนชั่วเลย ซึ่งมันจะผิดธรรมชาติของโลกใบนี้ ที่จะต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดีคละกันไป มันจึงจะสมดุลและอยู่ได้ตามกลไกของโลก แต่ละยุค แต่ละสมัย ยิ่งสมัยใดที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ มาพิสูจน์กันให้ได้เห็นหลายๆคน ให้เป็นที่ยอมรับนั่นแหละจึงจะเชื่อ อย่างเช่นเรื่องของจิตวิญญาณก็เหมือนกัน มีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ ได้คิดค้นกล้องที่มีความไวต่อคลื่นและพลังงาน เพราะสันนิษฐานว่า วิญญาณของมนุษย์ถ้ามีจริงก็จะอยู่ในรูปของพลังงาน หรือคลื่นแม่เหล็ก (มองไม่เห็นตัวตน) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ประดิษฐ์คิดค้นได้สำเร็จ เมื่อนำเครื่องมือนี้ ไปตั้งไว้ในที่ที่มีพลังงานของวิญญาณ เข็มมิเตอร์บนหน้าจอจะกระดิกเหมือนมิเตอร์ที่ใช้วัดกระแสไฟฟ้า นี่คือความพยายามของมนุษย์ที่จะค้นหาคำตอบว่า วิญญาณมีจริง โดยลืมไปว่า ในโลกนี้มีสิ่งลี้ลับอีกมากมาย เหนือกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์ ที่จะพิสูจน์และมันก็มีมานานแล้วพร้อมโลก

                สวรรค์ ที่กล่าวไว้ในพระพุทธศาสนา มี ๖ ชั้นด้วยกัน แตละชั้นก็มีอายุการเสวยสุขต่างกันดังนี้

                สวรรค์ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา       อายุ  ๕๐๐  ปีทิพย์                เท่ากับ    ล้านปีในเมืองมนุษย์

                สวรรค์ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์                อายุ  ๑,๐๐๐ ปีทิพย์เท่ากับ  ๓๖  ล้านปีในเมืองมนุษย์

                สวรรค์ชั้นที่ ๓ ยามา                    อายุ  ๒,๐๐๐ ปีทิพย์เท่ากับ  ๑๔๔ ล้านปีในเมืองมนุษย์

                สวรรค์ชั้นที่ ๔ ดุสิต                            อายุ  ๔,๐๐๐  ปีทิพย์เท่ากับ  ๕๗๖  ล้านปีในเมืองมนุษย์

                สวรรค์ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี             อายุ  ๘,๐๐๐  ปีทิพย์เท่ากับ  ๒,๓๐๔ ล้านปีในเมืองมนุษย์

                สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวสวัตดี     อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์เท่ากับ  ๙,๒๑๖ ล้านปีในเมืองมนุษย์

 

                แต่จากแถบบันทึกเสียงของ พันเอกเสนาะ จินตรัตน์ ที่บรรยายเรื่อง “ตายแล้วฟื้น” ที่ผมพอจะค้นคว้าได้ ท่านได้บรรยายถึงสวรรค์ ว่ามีมากถึง ๒๗ ชั้น แต่ละชั้นไม่เหมือนกัน ชั้นที่ ๑ – ๑๕ มีสภาพความเป็นอยู่เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป มีการนอน การกิน มีที่อยู่อาศัย

                ท่านบรรยายว่า สวรรค์ชั้นที่ ๑ – ชั้นที่ ๕ สำหรับวิญญาณกายหยาบ จะเงียบสงบ สวรรค์ชั้นที่๖ – ชั้นที่ ๑๐ สำหรับวิญญาณกายละเอียด จะอิ่มทิพย์ สวรรค์ชั้น ๑๑ – ชั้นที่ ๒๗ สำหรับกายทิพย์ จะมองไม่เห็นรูปร่าง จะได้ยินแต่เสียง ทำบุญไว้มากเหลือเกิน มีที่อยู่อาศัยเป็นปราสาท สว่างไสวจะได้ยินเสียงสวดไปทั่ว

                ส่วนเรื่องนรกนั้นท่านบรรยายว่า มีความเจ็บปวด มีความอดอยากหิวโหย และมีความทุกข์ทรมาน



เข้าชม : 623
 
 
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย  จังหวัดขอนแก่น
174 หมู่ 17 ถนนดรุณสำราญ ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  โทรศัพท์ 0-4322-4973  โทรสาร  0-4322-5242 
E-Mail :
red_devils2521@hotmail.com, red.devils2521@gmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   สำนักงาน กศน.จังหวัดขอนแก่น   Version 2.05